เรื่องบ้านไม่กั๊ก กับนครทอง, รู้ก่อนซื้อบ้าน

LTV คืออะไร? มาตรการช่วยกู้ สำหรับคนอยากมีบ้าน อัปเดตปี 2026

LTV คือ

การซื้อบ้านเป็นของตัวเอง ถือเป็นการตัดสินใจครั้งสำคัญในชีวิตเลยก็ว่าได้ อย่างไรก็ตาม แม้ว่าหลายคนจะมองว่าการซื้อบ้านเป็นเรื่องยาก และไกลเกินฝัน แต่ในปัจจุบันได้มีมาตรการ LTV (Loan to Value Ratio) เข้ามาช่วยให้ผู้ที่ต้องการซื้อบ้าน ตัดสินใจซื้อได้ง่ายขึ้น ทั้งยังช่วยป้องกันไม่ให้เกิดวิกฤติทางเศรษฐกิจในอนาคตอีกด้วย

สำหรับผู้ที่ฝันอยากมีบ้าน และกำลังอยู่ในช่วงทำความเข้าใจเรื่องการเงิน ที่เกี่ยวข้องกับบ้าน ในบทความนี้ นครทอง จะมาตอบคำถามให้กระจ่างว่า LTV คืออะไร ใครบ้างที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการนี้ รวมถึงมาตรการดังกล่าว ดีต่อผู้ที่กำลังตัดสินใจซื้อทางน์โฮมทำเลแพรกษาอย่างไรบ้าง หากพร้อมแล้ว เราไปดูกัน 

LTV

ทำความเข้าใจ LTV คืออะไร มาตรการสำคัญที่เจ้าของบ้านต้องรู้

LTV (Loan to Value Ratio) หรืออัตราส่วนสินเชื่อต่อมูลค่าหลักประกัน คือ อัตราส่วนที่ธนาคารสามารถให้สินเชื่อ โดยการกำหนดเงินดาวน์ขั้นต่ำของการกู้สินเชื่อใหม่ หรือสินเชื่อรีไฟแนนซ์ เพื่อควบคุมการปล่อยสินเชื่อที่อยู่อาศัยของสถาบันทางการเงิน รวมถึงป้องกันการเก็งกำไร ในตลาดอสังหาริมทรัพย์ และลดความเสี่ยงในการเกิดหนี้เสีย ทั้งนี้ มาตรการ Loan to Value Ratio ได้มีการกำหนดวงเงินของสินเชื่อในอัตราร้อยละ 80 จากวงเงินยื่นกู้ทั้งหมด ทำให้เจ้าของบ้านมีโอกาสสูงที่จะได้วงเงินประมาณ 80% ของราคาบ้านที่ยื่น โดยมีวิธีการคำนวณง่าย ๆ ผ่านสูตร 

“(จำนวนเงินกู้ / มูลค่าบ้าน) x 100 = 80 ตามอัตราของ Loan to Value Ratio”

ตัวอย่างเช่น นาย A ต้องการกู้เงินซื้อบ้านทาวน์โฮมทำเลแพรกษาในราคา 2,000,000 บาท สามารถคิดได้เป็น 2,000,000 X 80% = 1,600,000 บาท 

หมายความว่านาย A มีโอกาสได้วงเงินกู้สูงสุด 1,600,000 บาท ส่วนจำนวนเงิน 400,000 บาทที่เหลือ จะเป็นการวางเงินดาวน์

อย่างไรก็ตาม ในกรณีของการกู้ร่วม จะมีการพิจารณาความสามารถในการชำระหนี้ของผู้กู้ร่วมทุกคน แต่ผู้กู้ร่วมต้องมีความสัมพันธ์ทางเครือญาติกับผู้กู้หลัก ไม่ว่าจะเป็น คู่สมรส บิดามารดา และบุตร โดยทางธนาคารจะพิจารณาหนี้รวมของผู้กู้ทุกคน ต้องไม่เกินเกณฑ์ที่ธนาคารกำหนด

LTV

ไขข้อสงสัย ทำไมธนาคารต้องใช้มาตราการ Loan to Value Ratio ?

มาตรการอัตราส่วนสินเชื่อต่อมูลค่าหลักประกัน เป็นเครื่องมือสำคัญที่ธนาคารแห่งประเทศไทย ใช้ในการดูแลเสถียรภาพของระบบการเงิน โดยเฉพาะในภาคอสังหาริมทรัพย์ที่มีความอ่อนไหวต่อภาวะเศรษฐกิจ หากไม่มีการควบคุมที่เหมาะสม การปล่อยสินเชื่อแบบผ่อนปรนเกินไป อาจนำไปสู่ปัญหาหนี้เสีย (NPL) และความเสี่ยงเชิงระบบในระยะยาวได้

หัวใจของ Loan to Value Ratio คือการกำหนดสัดส่วนการกู้ให้เหมาะสมกับมูลค่าทรัพย์ และศักยภาพของผู้กู้ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการก่อหนี้เกินตัว พร้อมช่วยให้ธนาคารบริหารความเสี่ยงได้ดีขึ้นในภาพรวม เพื่อให้เข้าใจง่ายขึ้น ต่อไปนี้คือเหตุผลหลักที่ธนาคารต้องใช้มาตรการอัตราส่วนสินเชื่อต่อมูลค่าหลักประกัน 

  • ควบคุมความเสี่ยงของระบบการเงิน: ลดโอกาสเกิดหนี้เสีย (NPL) จากการปล่อยกู้เกินความสามารถในการผ่อนของผู้กู้
  • ป้องกันการก่อหนี้เกินตัวของผู้กู้: การกำหนดเพดานวงเงินกู้ ช่วยให้ผู้ซื้อบ้านไม่แบกรับภาระหนี้มากเกินไป
  • ลดพฤติกรรมเก็งกำไรในตลาดอสังหาฯ: โดยเฉพาะการซื้อบ้านหรือคอนโดหลายสัญญา ซึ่งอาจทำให้ราคาพุ่งสูงผิดปกติ
  • ป้องกันการเกิดฟองสบู่ในอสังหาริมทรัพย์: หากไม่มีอัตราส่วนสินเชื่อต่อมูลค่าหลักประกันควบคุม ราคาที่อยู่อาศัยอาจสูงเกินมูลค่าจริง และเสี่ยงต่อการปรับฐานรุนแรง
  • สร้างมาตรฐานการปล่อยสินเชื่อของธนาคาร: ทำให้การแข่งขันในระบบสถาบันการเงินอยู่ในกรอบที่เหมาะสม ไม่ผ่อนปรนเกินไปจนเสี่ยง

พูดง่าย ๆ คือ Loan to Value Ratio ไม่ได้มีไว้เพื่อ “ทำให้กู้ยากขึ้น” แต่มีไว้เพื่อให้ทุกฝ่าย “ไปต่อได้แบบไม่สะดุด” ในระยะยาว ด้วยเหตุนี้ มาตรการอัตราส่วนสินเชื่อต่อมูลค่าหลักประกันจึงถูกนำมาใช้ตั้งแต่ปี 2562 และมีการปรับเกณฑ์อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจ และช่วยให้ตลาดอสังหาริมทรัพย์เติบโตได้อย่างยั่งยืน ไม่ใช่แค่โตเร็ว แต่ต้องโตแบบไม่ล้มด้วยเหมือนกัน

LTV

เจาะลึก ผู้ที่ได้รับผลกระทบจาก Loan to Value Ratio มีใครบ้าง

หลังจากที่ทำความเข้าใจกับมาตรการ Loan to Value Ratio กันมาแล้ว คงจะเห็นได้ว่าผู้ที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการนี้ มักจะเป็นกลุ่มคนที่คอยเก็งกำไรในตลาดอสังหาริมทรัพย์ เพราะเป็นกลุ่มที่มีบ้านมากกว่า 1 หลัง ทั้งนี้ มาตรการ Loan to Value Ratio ก็ยังเป็นมาตรการที่ส่งผลกระทบต่อผู้เกี่ยวข้อง ในตลาดอสังหาริมทรัพย์หลายกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็น

  • ผู้ที่ซื้อบ้านหลังแรก

ในกรณีที่ซื้อบ้านหลังแรก จะสามารถกู้ได้สูงสุดถึง 100% ของราคาบ้าน หากราคาบ้านไม่เกิน 10 ล้านบาท และสามารถกู้เพิ่ม เพื่อค่าตกแต่งได้อีก 10% ซึ่งเอื้อต่อคนรุ่นใหม่ หรือวัยทำงานที่ต้องการมีที่อยู่อาศัยเป็นของตัวเอง

  • ผู้ที่ซื้อบ้านหลังที่ 2

สำหรับผู้ที่ต้องการซื้อบ้านหลังที่ 2 มาตรการอัตราส่วนสินเชื่อต่อมูลค่าหลักประกัน จะจำกัดให้ยื่นกู้ได้ไม่เกิน 80-90% ของราคาบ้าน และถูกกำหนดให้มีการวางเงินดาวน์ขั้นต่ำ 20% ของมูลค่าบ้าน โดยขึ้นอยู่กับว่าผู้กู้ผ่อนชำระบ้านหลังแรกมาแล้วกี่ปี และมีประวัติการผ่อนชำระที่ดีหรือไม่

  • ผู้ที่ซื้อบ้านหลังที่ 3 ขึ้นไป

มาตรการ Loan to Value Ratio ได้มีการกำหนดไว้ว่า หากใครที่ต้องการซื้อบ้านหลังที่ 3 เป็นต้นไป สามารถกู้ได้ไม่เกิน 70% ของราคาบ้าน รวมถึงวางเงินดาวน์ 30% ของราคาบ้าน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการเก็งกำไรเกินตัวในตลาดอสังหาริมทรัพย์ และสร้างเสถียรภาพให้กับตลาดอสังหาริมทรัพย์  

  • เจ้าของโครงการ

เจ้าของโครงการอสังหาริมทรัพย์ สามารถวางแผนการพัฒนาโครงการ ให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้ซื้อได้ง่ายขึ้น เพราะมาตรการอัตราส่วนสินเชื่อต่อมูลค่าหลักประกัน จะเข้ามาช่วยประเมินความต้องการที่อยู่อาศัย ของผู้ที่ต้องการซื้อบ้านจริง ๆ

  • สถาบันการเงิน

จุดเด่นของมาตรการ Loan to Value Ratio คือ ช่วยลดความเสี่ยงในการปล่อยสินเชื่อของธนาคาร หรือสถาบันทางการเงินต่าง ๆ เนื่องจาก มีการกำหนดสัดส่วนการปล่อยกู้ที่เหมาะสม ทำให้มีหลักประกันที่เพียงพอในการคุ้มครองความเสี่ยง ทั้งยังช่วยคัดกรองคุณภาพของผู้กู้ และลดโอกาสการเกิดหนี้เสียในอนาคต 

ทั้งนี้ สำหรับผู้ที่ต้องการซื้อบ้านในทำเลสมุทรปราการ ที่คุ้มค่าทั้งในแง่ของราคา และการอยู่อาศัยในระยะยาว อย่าลืมนึกถึงนครทอง โครงการทาวน์โฮม แพรกษาทำเลคุณภาพ ที่มีให้เลือกทั้ง 3 โครงการ ได้แก่ นครทองโคโลนี่ (บางบ่อ – เมืองใหม่บางพลี), นครทองลีฟวิ่ง (บางนา – เทพารักษ์) และนครทอง ดิ เออเบิร์น ไวบ์ (แพรกษา – นิคมฯ บางปู)

LTV

3 ประโยชน์ของมาตรการ Loan to Value Ratio สำหรับเจ้าของบ้านยุคใหม่

แม้ว่าหลายคนอาจจะรู้สึกว่า มาตรการ Loan to Value Ratio ไม่มีความยืดหยุ่นเท่าไหร่นัก สำหรับผู้ที่ต้องการซื้อบ้านหลังที่ 2 เป็นต้นไป แต่ในความจริงแล้ว ทางธนาคารแห่งประเทศไทย ได้กำหนดมาตรการอัตราส่วนสินเชื่อต่อมูลค่าหลักประกันขึ้นมา เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการก่อหนี้เกินตัวของผู้กู้ ทั้งยังช่วยลดความเสี่ยงทางเศรษฐกิจในระยะยาว โดยนครทอง จะมาเผย 3 ข้อดีของมาตรการนี้ให้ทุกคนได้ทราบกัน ดังนี้

  1. ลดอัตรา NPL หรือหนี้เสีย

หนี้เสีย (NPL หรือ Non-Performing Loan) เป็นหนี้ที่ผิดชำระมานาน จนสถาบันการเงินมองว่ามีความเสี่ยงสูง ที่ผู้กู้จะไม่มีความสามารถในการผ่อนอีกต่อไป ทำให้มาตรการ Loan to Value Ratio ได้เข้ามาควบคุมการปล่อยสินเชื่อ ให้เหมาะสมกับความสามารถในการชำระหนี้ของผู้กู้

ดังนั้น เมื่อผู้กู้มีความสามารถในการจัดการ เกี่ยวกับค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือน ก็จะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดหนี้เสีย ซึ่งจะส่งผลดีต่อประวัติของผู้กู้ ทั้งยังเป็นการเพิ่มเสถียรภาพทางการเงินของประเทศในระยะยาว

  1. ป้องกันการเกิดภาวะฟองสบู่แตก

ภาวะฟองสบู่แตก เป็นวิกฤติทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจากความพยายามเก็งกำไร เมื่อถึงจุดอิ่มตัว ราคาสินทรัพย์ลงทุนก็จะลดลงอย่างรวดเร็ว ดังนั้น มาตรการ Loan to Value Ratio จึงเข้ามาช่วยป้องกันการเก็งกำไรในตลาดอสังหาริมทรัพย์ และช่วยให้ราคาบ้านสมเหตุสมผล  

  1. เอื้อประโยชน์ต่อผู้ที่ต้องการกู้ซื้อบ้าน

จุดเด่นสำคัญของมาตรการ Loan to Value Ratio คือ ตลาดอสังหาริมทรัพย์ มีเสถียรภาพมากขึ้น เพราะราคาบ้านไม่ถูกปั่นจากนักเก็งกำไร หรือนักอสังหาริมทรัพย์ ที่ต้องการเพิ่มมูลค่าของที่อยู่อาศัยในทำเลต่าง ๆ ทำให้วัยทำงานส่วนใหญ่ สามารถซื้อบ้านได้ในราคาที่เหมาะสม

LTV

วิธีคำนวณอัตราส่วนสินเชื่อต่อมูลค่าหลักประกัน แบบเข้าใจง่าย พร้อมตัวอย่างการคำนวณ

การคำนวณอัตราส่วนสินเชื่อต่อมูลค่าหลักประกัน (Loan to Value) เป็นพื้นฐานสำคัญที่คนกำลังกู้บ้านควรรู้ เพราะช่วยให้คุณประเมินได้ว่า จะกู้ได้เท่าไหร่ และต้องเตรียมเงินดาวน์เท่าไหร่ ก่อนยื่นกู้จริง ซึ่งจะช่วยให้วางแผนการเงินได้แม่นยำมากขึ้น ไม่ต้องลุ้นหน้างานทีหลังให้หัวใจเต้นแรง

สูตรคำนวณอัตราส่วนสินเชื่อต่อมูลค่าหลักประกัน

(LTV) = (จำนวนเงินกู้ / มูลค่าของบ้าน) x 100

อธิบายเพิ่มเติม

วงเงินกู้ = จำนวนเงินที่ธนาคารอนุมัติ

มูลค่าทรัพย์ = ราคาบ้าน หรือราคาประเมิน (แล้วแต่ธนาคารใช้ตัวไหนต่ำกว่า)

ตัวอย่างคำนวณอัตราส่วนสินเชื่อต่อมูลค่าหลักประกัน บ้านราคา 2 ล้าน

สมมติว่าคุณต้องการซื้อบ้านราคา 2,000,000 บาท และธนาคารอนุมัติสินเชื่อให้ 1,800,000 บาท

อัตราส่วนสินเชื่อต่อมูลค่าหลักประกัน = (1,800,000 ÷ 2,000,000) × 100

อัตราส่วนสินเชื่อต่อมูลค่าหลักประกัน = 90%

แปลว่า คุณต้องเตรียมเงินดาวน์อีก 10% หรือประมาณ 200,000 บาท แต่ถ้าหากเข้าเกณฑ์ผ่อนคลาย LTV (ช่วงปี 2568-2569) ก็มีโอกาสกู้ได้ใกล้ 100% ซึ่งอาจลดภาระเงินดาวน์ลงได้

ตัวอย่างคำนวณอัตราส่วนสินเชื่อต่อมูลค่าหลักประกัน บ้านราคา 5 ล้าน

สมมติว่าคุณซื้อบ้านราคา 5,000,000 บาท และธนาคารอนุมัติสินเชื่อ 4,000,000 บาท

อัตราส่วนสินเชื่อต่อมูลค่าหลักประกัน = (4,000,000 ÷ 5,000,000) × 100

อัตราส่วนสินเชื่อต่อมูลค่าหลักประกัน = 80%

ในกรณีนี้ คุณต้องวางเงินดาวน์ 20% หรือประมาณ 1,000,000 บาท อย่างไรก็ตาม หากเข้าเงื่อนไขมาตรการ Loan to Value Ratio ใหม่ ก็มีโอกาสกู้ได้สูงขึ้น แต่สุดท้ายยังขึ้นอยู่กับรายได้ ภาระหนี้ และเครดิตของผู้กู้เป็นหลัก

สรุปมาให้แล้ว ! ตารางมาตรการอัตราส่วนสินเชื่อต่อมูลค่าหลักประกัน อัปเดตปี 2569

มาตรการผ่อนคลาย Loan to Value Ratio ชั่วคราวในช่วงปี 2568-2569 ถือเป็นหนึ่งในตัวแปรสำคัญ ที่เข้ามาช่วยปลดล็อกกำลังซื้อในตลาดอสังหาริมทรัพย์ หลังจากภาวะตลาดชะลอตัวต่อเนื่อง โดย ธนาคารแห่งประเทศไทย ได้ปรับเกณฑ์ให้ยืดหยุ่นมากขึ้น เพื่อให้ผู้ซื้อบ้านเข้าถึงสินเชื่อได้ง่ายขึ้น ภายใน 1 พฤษภาคม 2568 ถึง 30 มิถุนายน 2569

ซึ่งหัวใจของมาตรการนี้คือ การกำหนดเพดานอัตราส่วนสินเชื่อต่อมูลค่าหลักประกันสูงสุดที่ 100% ในบางกรณี โดยพิจารณาจากราคาบ้าน และลำดับสัญญา ซึ่งสามารถสรุปเป็นตารางได้ ดังนี้

LTV

*หมายเหตุ: แม้มาตรการนี้จะเปิดทางให้กู้ได้สูงขึ้น แต่การอนุมัติยังขึ้นอยู่กับรายได้ ภาระหนี้ (DTI) และเครดิตของผู้กู้ตามเกณฑ์ของธนาคารแต่ละแห่ง

อัตราส่วนสินเชื่อต่อมูลค่าหลักประกัน บ้านหลังแรก

สำหรับบ้านหลังแรก ผู้ซื้อแทบไม่ต้องกังวลเรื่องเงินดาวน์ โดยเฉพาะบ้านราคาไม่เกิน 10 ล้านบาท ที่ยังคงกู้ได้เต็ม 100% และบางกรณียังรวมค่าตกแต่งได้อีกเล็กน้อย ส่วนบ้านราคาสูงกว่า 10 ล้านบาท ที่เคยกู้ได้ไม่เต็ม ก็ถูกปลดล็อกให้กู้ได้เต็มเช่นกัน

อัตราส่วนสินเชื่อต่อมูลค่าหลักประกัน บ้านหลังที่สอง

จุดเปลี่ยนสำคัญอยู่ตรงบ้านหลังที่สองนี้ เพราะจากเดิมต้องวางเงินดาวน์พอสมควร (10 – 20%) แต่ตอนนี้เราสามารถกู้ได้เต็ม 100% แล้ว ทำให้การขยับขยาย หรือซื้อเพื่อปล่อยเช่าเกิดขึ้นได้จริงมากขึ้น ไม่ใช่แค่คิดแล้วพับเก็บ

อัตราส่วนสินเชื่อต่อมูลค่าหลักประกัน บ้านหลังที่สาม

จากกลุ่มที่เคยโดนจำกัดหนักสุด ที่กู้ได้ประมาณ 70% ตอนนี้กลายเป็นกลุ่มที่สามารถกู้ได้ 100% แล้วเช่นกัน แต่ก็ต้องแลกมากับวินัยทางการเงินที่ต้องเข้มขึ้น ไม่งั้นจากการลงทุน อาจกลายเป็นการลุ้นได้เหมือนกัน ทั้งนี้ จากตารางจะเห็นได้ว่า การผ่อนคลายครั้งนี้ จะเน้นไปที่การลดข้อจำกัดของบ้านหลังที่ 2 ขึ้นไป และบ้านราคาสูง ซึ่งเดิมต้องวางเงินดาวน์ค่อนข้างมาก ทำให้ผู้ซื้อจำนวนหนึ่งชะลอการตัดสินใจ

อย่างไรก็ตาม แม้เพดานการกู้จะเพิ่มขึ้นเป็น 100% แต่ไม่ได้หมายความว่า ผู้กู้ทุกคนจะได้รับอนุมัติในระดับดังกล่าวทั้งหมด เพราะธนาคารจะยังคงพิจารณาจากรายได้ ภาระหนี้ (DTI) และประวัติเครดิตเป็นหลัก พูดให้เห็นภาพง่าย ๆ คือ มาตรการนี้ช่วยเปิดประตูให้กว้างขึ้น แต่จะเดินผ่านได้หรือไม่ ยังขึ้นอยู่กับความพร้อมทางการเงินของแต่ละคนอยู่ดี

เรื่องควรรู้! ราคาบ้าน มีผลต่ออัตราส่วนสินเชื่อต่อมูลค่าหลักประกันอย่างไร

ราคาบ้านเป็นหนึ่งในปัจจัยหลัก ที่ส่งผลต่ออัตราส่วนสินเชื่อต่อมูลค่าหลักประกันโดยตรง เพราะธนาคารจะใช้ระดับราคาร่วมกับลำดับสัญญา ในการกำหนดเพดานการปล่อยกู้ ซึ่งแม้ในช่วงมาตรการผ่อนคลายจะเปิดทางให้กู้ได้สูงขึ้น แต่รายละเอียดก็จะยังมีความแตกต่างตามช่วงราคาอยู่

บ้านราคาต่ำกว่า 10 ล้านบาท

บ้านในกลุ่มราคานี้ถือว่าเข้าถึงง่ายที่สุดในระบบสินเชื่อบ้าน โดยเฉพาะสำหรับผู้ซื้อบ้านหลังแรก ซึ่งโดยปกติสามารถกู้ได้สูงถึง 100% และบางกรณียังสามารถขอวงเงินเพิ่มสำหรับค่าตกแต่งได้อีกเล็กน้อย ทั้งนี้ ในช่วงมาตรการผ่อนคลาย Loan to Value Ratio บ้านราคาต่ำกว่า 10 ล้านบาท ยังถือว่าได้รับประโยชน์เพิ่มเติม โดยเฉพาะในกรณีบ้านหลังที่ 2 ขึ้นไป ที่สามารถกู้ได้เต็ม 100% จากเดิมที่ต้องวางเงินดาวน์

บ้านราคามากกว่า 10 ล้านบาท

บ้านที่มีราคาสูงกว่า 10 ล้านบาท จะมีความเข้มงวดมากขึ้นในภาวะปกติ โดยเฉพาะบ้านหลังแรกที่มักกู้ได้ไม่เต็ม 100% และต้องวางเงินดาวน์ส่วนหนึ่ง อย่างไรก็ตาม ภายใต้มาตรการผ่อนคลายล่าสุด ข้อจำกัดดังกล่าวถูกลดลง ทำให้สามารถกู้ได้สูงสุดถึง 100% เช่นกัน ซึ่งช่วยให้ผู้ที่ต้องการซื้อบ้านระดับราคาสูง เข้าถึงสินเชื่อได้ง่ายขึ้น

วิธีเตรียมตัวก่อนยื่นกู้บ้าน เรื่องต้องรู้ของคนอยากมีบ้าน

แม้เกณฑ์อัตราส่วนสินเชื่อต่อมูลค่าหลักประกันจะผ่อนคลาย แต่การอนุมัติสินเชื่อยังขึ้นอยู่กับความพร้อมของผู้กู้เป็นหลัก ดังนั้น การเตรียมตัวให้ดีก่อนยื่นกู้ จะช่วยเพิ่มโอกาสผ่านได้แบบไม่ต้องลุ้นหนัก โดยวิธีเตรียมตัวก่อนยื่นกู้บ้าน มีดังนี้

เตรียมเงินดาวน์

แม้บางกรณีจะกู้ได้ 100% แต่การมีเงินดาวน์บางส่วนจะช่วยลดภาระหนี้ในระยะยาว และยังช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือในการพิจารณาสินเชื่อ นอกจากนี้ ยังควรเตรียมเงินสำรองสำหรับค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ด้วย เช่น

  • ค่าจดจำนอง
  • ค่าประเมินราคา
  • หรือค่าตกแต่งบ้าน

ตรวจเครดิตบูโร

เครดิตบูโร เป็นหนึ่งในตัวชี้วัดสำคัญที่ธนาคารใช้ประเมินความเสี่ยง หากมีประวัติชำระหนี้ดี โอกาสอนุมัติก็จะสูงขึ้น โดยสิ่งที่ควรทำก่อนยื่นกู้ ได้แก่

  • การตรวจสอบประวัติการชำระหนี้
  • ปิดหนี้ที่ไม่จำเป็น
  • และหลีกเลี่ยงการค้างชำระ

เตรียมเอกสารรายได้

เอกสารรายได้ คือหลักฐานสำคัญที่แสดงความสามารถในการผ่อนชำระ โดยธนาคารจะใช้ข้อมูลนี้ในการคำนวณภาระหนี้ (DTI) โดย ยกตัวอย่างเอกสารที่ควรเตรียม เช่น

  • สลิปเงินเดือน / หนังสือรับรองเงินเดือน
  • รายการเดินบัญชี (Statement) ย้อนหลัง
  • และเอกสารรายได้อื่น ๆ (สำหรับฟรีแลนซ์หรือเจ้าของกิจการ) เป็นต้น

รวมข้อดีของมาตราการ อัตราส่วนสินเชื่อต่อมูลค่าหลักประกัน (Loan to Value)

มาตรการอัตราส่วนสินเชื่อต่อมูลค่าหลักประกัน ไม่ได้มีไว้เพื่อจำกัดการกู้อย่างที่หลายคนเข้าใจ แต่จริง ๆ แล้วเป็นเครื่องมือที่ช่วยสร้างสมดุลให้ทั้งผู้กู้ ธนาคาร และระบบเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในระยะยาว โดย ข้อดีของมาตรการ LTV มีดังนี้ 

  • ช่วยลดความเสี่ยงในการก่อหนี้เกินตัว: การกำหนดเพดานการกู้ ทำให้ผู้ซื้อบ้านไม่แบกรับภาระหนี้มากเกินความสามารถในการผ่อน
  • เพิ่มเสถียรภาพให้ระบบการเงิน: ลดโอกาสเกิดหนี้เสีย (NPL) และช่วยให้ระบบธนาคารมีความมั่นคงมากขึ้น ป้องกันการเก็งกำไรในตลาดอสังหาริมทรัพย์ โดยเฉพาะการซื้อบ้านหลายหลังเพื่อลงทุนระยะสั้น ซึ่งอาจทำให้ราคาบ้านพุ่งสูงเกินจริง
  • ลดความเสี่ยงการเกิดฟองสบู่: ทำให้ราคาที่อยู่อาศัยเติบโตอย่างสมเหตุสมผล ไม่เกิดการปรับตัวขึ้นแรงแบบผิดธรรมชาติ
  • สร้างมาตรฐานการปล่อยสินเชื่อที่เหมาะสม: ทำให้ธนาคารแข่งขันกันในกรอบที่ปลอดภัย ไม่ปล่อยกู้แบบเสี่ยงเกินไป
  • ช่วยให้ผู้ซื้อวางแผนการเงินได้ดีขึ้น: เพราะรู้ล่วงหน้าว่าต้องเตรียมเงินดาวน์ประมาณเท่าไหร่

สรุปมาตราการอัตราส่วนสินเชื่อต่อมูลค่าหลักประกัน สำคัญต่อการกู้บ้านอย่างไร

มาตรการอัตราส่วนสินเชื่อต่อมูลค่าหลักประกัน เป็นหนึ่งในปัจจัยหลักที่กำหนดว่า คุณจะกู้ได้เท่าไหร่ และต้องเตรียมเงินดาวน์เท่าไหร่ ซึ่งมีผลโดยตรงต่อการตัดสินใจซื้อบ้าน ในช่วงที่ ธนาคารแห่งประเทศไทย ผ่อนคลายเกณฑ์ LTV ชั่วคราว (ปี 2568-2569) ผู้กู้มีโอกาสเข้าถึงสินเชื่อได้ง่ายขึ้น โดยสามารถกู้ได้สูงสุดถึง 100% ในหลายกรณี ทำให้ช่วยลดภาระเงินดาวน์ และทำให้การมีบ้านใกล้ความจริงมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม แม้เพดานการกู้จะถูกปรับให้ยืดหยุ่นขึ้น แต่สิ่งที่ยังคงเหมือนเดิมคือ การพิจารณาความสามารถในการชำระหนี้ของผู้กู้ ไม่ว่าจะเป็นรายได้ ภาระหนี้ และประวัติเครดิต ดังนั้น การเข้าใจ LTV ควบคู่กับการวางแผนการเงินอย่างรอบคอบ จะช่วยให้การกู้บ้านไม่ใช่แค่กู้ผ่าน แต่เป็นผ่อนไหว และอยู่ได้แบบสบายใจในระยะยาว

สุดท้ายนี้ สำหรับใครที่กำลังมองหาโครงการทาวน์โฮม แพรกษา ที่เหมาะสมกับการเป็นบ้านหลังแรก หรือบ้านหลังถัดไป เพื่ออยู่อาศัยกับคนที่รัก นครทอง โครงการทาวน์โฮมทำเลคุณภาพ ใกล้แหล่งงาน และสิ่งอำนวยความสะดวกมากมาย 

โดยโครงการของเรามีให้เลือกทั้ง 3 โครงการ ได้แก่ นครทองโคโลนี่ (บางบ่อ – เมืองใหม่บางพลี), นครทองลีฟวิ่ง (บางนา – เทพารักษ์) และนครทอง ดิ เออเบิร์น ไวบ์ (แพรกษา – นิคมฯ บางปู) หากสนใจ สามารถติดต่อได้ที่

Line: @nktgroup 

โทร 087-678-9296 (นครทองลีฟวิ่ง)  

084-641-2666 (นครทองโคโลนี่) 

097-1854467 (นครทอง ดิ เออเบิร์น ไวบ์)

Inbox: Nakornthong Group

LTV คืออะไร

LTV (Loan to Value) คือ อัตราส่วนระหว่างวงเงินกู้ กับมูลค่าบ้าน หรือหลักประกัน ที่ธนาคารใช้พิจารณาว่า จะปล่อยกู้ให้กี่เปอร์เซ็นต์ของราคาบ้าน เช่น บ้านราคา 3 ล้านบาท หากได้ LTV 80% แปลว่ากู้ได้ 2.4 ล้านบาท เป็นต้น

LTV 100% คืออะไร

LTV 100% หมายถึง ธนาคารปล่อยกู้เต็มราคาบ้าน ทำให้ผู้กู้ไม่ต้องวางเงินดาวน์ (ในกรณีที่เข้าเงื่อนไข เช่น เป็นบ้านหลังแรก และคุณสมบัติทางการเงินผ่านเกณฑ์)

LTV คิดยังไง

สูตรคำนวณคือ LTV = (วงเงินกู้ ÷ มูลค่าบ้าน) × 100 
ตัวอย่างเช่น กู้ 2.7 ล้านบาท จากบ้านราคา 3 ล้านบาท LTV = (2.7 ÷ 3) × 100 = 90%

กู้บ้านเกิน 100% ได้ไหม

โดยทั่วไปการกู้เกิน 100% จะทำได้ยากมาก เพราะธนาคารมักยึดราคาประเมินเป็นหลัก แต่บางกรณีอาจมีวงเงินเพิ่ม เช่น กู้รวมค่าตกแต่ง / เฟอร์นิเจอร์ หรือมีโปรโมชันจากโครงการ และธนาคารร่วมกัน ซึ่งสุดท้ายแล้ว ก็จะขึ้นอยู่กับเครดิต รายได้ และเงื่อนไขของแต่ละธนาคาร

เงินดาวน์ต้องเตรียมเท่าไหร่

โดยทั่วไปอยู่ที่ประมาณ 10% – 20% ของราคาบ้าน แต่ขึ้นอยู่กับ LTV ที่ได้รับ เช่น
– LTV 100%: ไม่ต้องดาวน์
– LTV 90%: ดาวน์ 10%
– LTV 80%: ดาวน์ 20%
ซึ่งเราแนะนำให้เตรียมเงินเผื่อค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ด้วย เช่น ค่าจดจำนอง ค่าประเมิน หรือค่าตกแต่งบ้าน เป็นต้น